วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ sunitjo travel พาเดินชม ทุกซอกมุม

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (IATABKKICAOVTBS) เป็นสนามบินตั้งอยู่ที่ถนนบางนา-บางปะกง ในเขตตำบลหนองปรือและตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ห่างจากใจกลางเมืองกรุงเทพมหานครประมาณ 25 กิโลเมตร เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549[3] รัฐบาลได้กำหนดให้ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิเป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศไทยแทนท่าอากาศยานดอนเมือง และตั้งเป้าให้เป็นศูนย์กลางการบินในทวีปเอเชีย อีกทั้งการเน้นพัฒนาคุณภาพการให้บริการของท่าอากาศยานให้ได้รับการจัดอันดับ 1 ใน 10 ท่าอากาศยานที่มีคุณภาพการบริการดีที่สุดในโลกในปี พ.ศ. 2553[4]
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิออกแบบโดยเฮลมุต ยาห์น มีหอควบคุมที่สูงเป็นอับดับสองของโลก (132.2 ม.) และอาคารผู้โดยสารเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก (563,000 ม.²) ปัจจุบันเป็นหนึ่งในท่าอากาศยานที่มีผู้โดยสารมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (สามารถรองรับเที่ยวบิน 76 เที่ยวต่อชั่วโมง และผู้โดยสาร 45 ล้านคนต่อปี[5]) และศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศ (สามารถรองรับสินค้าได้ 3 ล้านตันต่อปี[5]) นอกจากนี้ ยังมีทางหลวงพิเศษที่ทันสมัย ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างท่าอากาศยาน กรุงเทพมหานคร และนิคมอุตสาหกรรมอิสเทิร์น ซีบอร์ดสายการบินหลายแห่ง ได้แก่ การบินไทย การบินไทยสมายล์และบางกอกแอร์เวย์ ได้เลือกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบิน
ชื่อของสนามบินสุวรรณภูมิ มีความหมายว่า "แผ่นดินทอง" เป็นชื่อพระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2543 ใช้แทนชื่อเดิม คือ "หนองงูเห่า" และเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2545[6]
ชื่อสากลของสนามบินสะกดตามการถ่ายตัวสะกดภาษาอังกฤษ ว่า "Suvarnabhumi" แทนการเขียนทับศัพท์ตามระบบราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งสะกดว่า "Suwannaphum"

การซื้อที่ดินและการก่อสร้างในช่วงแรก



แนวคิดในการก่อสร้าง ท่าอากาศยานนานาชาติแห่งที่สองในกรุงเทพมหานคร เริ่มมีขึ้นในปี พ.ศ. 2503 ในสมัยรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการจัดตั้ง "สภาเศรษฐกิจแห่งชาติ" ในสมัยจอมพล แปลก พิบูลสงครามเช่นเดียวกับการศึกษาของบริษัทลิตช์ฟีลด์ และองค์การบริหารการบินพลเรือนแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการสร้าง ท่าอากาศยานพาณิชย์แห่งที่สองในกรุงเทพมหานคร รัฐบาลจึงเริ่มเวนคืนและจัดซื้อที่ดิน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลานานกว่า 14 ปี ในพื้นที่ตำบลหนองปรือ ตำบลบางโฉลง และตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ[7] พื้นที่ที่เวนคืนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ตำบลหนองปรือ ทำให้หมู่บ้านหายไปกว่า 7 หมู่ครึ่ง โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินให้ครอบครัวละ 800,000 บาท[8] นอกจากนี้ ยังมีการเคลื่อนย้ายศาสนสถาน 1 แห่ง และโรงเรียนอีก 3 แห่งไปสร้างบริเวณใหม่[9]
รัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร ให้สัมปทานแก่บริษัทนอร์ททรอปแห่งสหรัฐอเมริกา แต่ยังไม่ทันก่อสร้าง ก็เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ จนสัมปทานถูกยกเลิก[10] ต่อมา รัฐบาลพลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาแทมส์ เพื่อศึกษาพื้นที่ในการก่อสร้างท่าอากาศยานแห่งใหม่ จนเมื่อ พ.ศ. 2521 ก็ได้ข้อสรุปตามเดิมว่า หนองงูเห่าเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด[10] เมื่อถึง พ.ศ. 2534 รัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) โดยมติคณะรัฐมนตรี อนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้าง ท่าอากาศยานกรุงเทพแห่งที่สอง ณ บริเวณหนองงูเห่า โดยมอบหมายให้ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน) เป็นผู้ดำเนินการ
หลังจากความไม่แน่นอนมานานหลายทศวรรษ ในปี พ.ศ. 2539 จึงมีการจัดตั้ง บริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด (New Bangkok International Airport Company Limited; NBIA) แต่การก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพิ่งจะสามารถเริ่มขึ้นได้ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2545 สืบเนื่องมาจาก การขาดเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ ที่สำคัญได้แก่ วิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 โดยก่อนหน้านั้น มีการปรับปรุงพื้นที่เป็นเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2540–2544) และต่อมาในปี พ.ศ. 2548 มีการโอนหน้าที่อำนวยการก่อสร้างและการจัดการ ให้แก่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมทั้งปิดกิจการบริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด



ดูเพิ่มเคิม คลิ๊ก   www.sunitjotravel.com

sunitjo travel พาเที่ยว ยุโรป กรุงบรัสเซล ประเทศ เบลเยียม (อังกฤษ: Belgium) หรือชื่อทางการว่า ราชอาณาจักรเบลเยียม (อังกฤษ: Kingdom of Belgium)

เบลเยียม (อังกฤษBelgium) หรือชื่อทางการว่า ราชอาณาจักรเบลเยียม (อังกฤษKingdom of Belgium) เป็นประเทศในยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ลักเซมเบิร์กฝรั่งเศส และทะเลเหนือ เบลเยียมเป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งของสหภาพยุโรป และเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ เช่นเดียวกับของอีกหลายองค์กรระหว่างประเทศรวมถึงองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ
เบลเยียมมีความหลากหลายทางภาษาค่อนข้างสูง ส่งผลต่อระบบการปกครองที่ค่อนข้างซับซ้อน เบลเยียมแบ่งออกเป็นสองภูมิภาคใหญ่ ๆ ได้แก่ฟลานเดอส์ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาดัตช์ และวัลโลเนีย ซึ่งประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาฝรั่งเศส บรัสเซลส์ เมืองหลวงของเบลเยียม เป็นเขตทวิภาษา ตั้งอยู่ในฟลานเดอส์ นอกจากนี้ยังมีชุมชนที่พูดภาษาเยอรมันในทางตะวันออกของวัลโลเนียด้วย
ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับบรัสเซลส์
เมืองหลวงของกรุงเบลเยี่ยมแห่งนี้ถือได้ว่ามีความสมบูรณ์แบบเหมาะแก่การเป็นสถานที่พักผ่อนในช่วงวันหยุดสำหรับนักเดินทางที่ปรารถนาจะได้สัมผัสกับอารยธรรมตะวันตกที่มีความเป็นสากล อาทิเช่น ความงดงามของสถาปัตยกรรมยุโรป พิพิธภัณฑ์กว่า 70 แห่ง ร้านอาหารมากมายและสถานบันเทิงอีกนับไม่ถ้วน ที่นี่เป็นสถานที่ตั้งของสภาแห่งสหภาพยุโรปเนื่องจากมีทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับประเทศเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนีและลักเซมเบิร์ก บรัสเซลส์จึงมักถูกเรียกขานอย่างไม่เป็นทางการว่า ‘เมืองหลวงของสหภาพยุโรป’ ด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประชากรในชาติซึ่งรวมถึงข้าราชการของยุโรป (Eurocrats) กว่า 20,000 คน 
ดูข้อมูลทั่วไปเพิ่มเติม »
ด้วยจำนวนประชากรเกือบ 1,000,000 คนทำให้มีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 19 เขต โดยประชากรที่อาศัยอยู่ในกรุงบรัสเซลส์ มีทั้งชนพื้นเมืองเฟลมิช (Flemish) และวอลูน (Walloons) หรือชาวละตินฝรั่งเศส รวมถึงชาติอื่นๆที่มาอาศัยอยู่รวมกันได้อย่างลงตัว แม้ว่าเมืองบรัสเซลส์จะตั้งอยู่ในใกล้กับทางเหนือของเมืองเฟลมิชที่มีวัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่บรัสเซลส์ไม่ได้รับเอาวัฒนธรรมเหล่านั้นเข้ามา และยังคงดำรงความเป็นเอกลักษณ์ในแบบฝรั่งเศสทั้งทางด้านวัฒนธรรมและภาษาที่ใช้สื่อสาร
บรัสเซลส์แบ่งพื้นที่เมืองออกเป็นตอนใต้และตอนเหนือ ซึ่งสามารถเที่ยวชมสำรวจพื้นที่ทั้งสองแห่งได้โดยการเดินเท้า ศูนย์กลางของเมืองคือจัตุรัสแกรนด์เพลส (Grand-Place) ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ตอนใต้และครั้งหนึ่งเคยเป็นตลาดศูนย์รวมขายสินค้าอาหารต่างๆ ของบรัสเซลส์ แกรนด์เพลส (Grand-Place) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางสังคมและการค้าของบรัสเซลส์มานานนับร้อยปีและยังคงรักษาซึ่งเอกลักษณ์ กิจกรรมต่างๆ และบรรยากาศเหล่านั้นไว้อย่างน่าชื่นชม บรัสเซลส์ตอนบนเป็นแหล่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมที่มีความวิจิตรงดงามตระการตาสลับกับพื้นที่สีเขียวทำให้เกิดความน่าสนใจ
เมืองหลวงของเบลเยี่ยมเต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์มากมาย เติมเต็มช่วงเวลาอันสุนทรีย์สำหรับผู้ที่หลงใหลในงานศิลปะ พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งเบลเยียม (Royal Museum of Fine Arts) ตั้งอยู่ในบรัสเซลส์ตอนบน ซึ่งภายในเป็นสถานที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์ 2 แห่งในที่เดียวกัน ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะโบราณ (Musee d 'Art Ancien) และ พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ (Musee d' Art Moderne) ซึ่งพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งเบลเยี่ยมเป็นสถานที่ทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเมือง และไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีสถานที่น่าสนใจอีก 2 แห่ง ทั้งพิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรี (Museum of Musical Instruments) และพิพิธภัณฑ์ศิลปะอาร์ตนูโวของฮอร์ตา (Art Nouveau Horta Museum) นอกจากนี้ในบรัสเซลส์ยังมีสถาปัตยกรรมที่น่าประทับใจให้เลือกชมอีกมากมายตั้งแต่ความสวยงามของโบสถ์ที่เป็นศิลปะสมัยโกธิค และความคลาสสิกของพระราชวัง ไปจนถึง งานโครงสร้างในรูปแบบศิลปะอาร์ตนูโว (Art Nouveau)
สำหรับผู้ที่หลงใหลการช้อปปิ้ง บรัสเซลส์คือสวรรค์ของนักช้อปตัวจริง มีร้านค้าให้บริการมากมายหลากหลายประเภททั้ง ร้านเสื้อผ้า ศูนย์หนังสือการ์ตูน ร้านขายช็อคโกแลตและตัวแทนจำหน่ายวัตถุโบราณ นอกจากนี้ในเมืองยังมีตลาดที่มีสีสันหลายแห่ง รวมถึงตลาดนก ตลาดขายม้า ตลาดดอกไม้ และตลาดสำหรับจำหน่ายอาหารต่างๆ อีกมากมาย เหล่านี้ล้วนเป็นแหล่งเก็บเกียวประสบการณ์ที่คุณจะได้สัมผัสวิถีชีวิตของคนพื้นเมืองได้เป็นอย่างดี ซึ่งคุณจะไม่รู้สึกเบื่อในการเที่ยวชมขณะที่เพลิดเพลินกับการเลือกซื้อสินค้าที่ถูกใจ    คลิ๊กดูที่นี่  www.sunitjotravel.com



 ดูเพิ่มเติม คลิ๊ก  www.sunitjotravel.com